เรื่องของฝน พายุ และการเกษตร

เกษตรสวนในบ้าน : ช่วงนี้จะเห็นว่าฝนตกอย่างต่อเนื่องในบริเวณภาคอีสานของไทย ไล่ไปตั้งแต่สกลนคร นครพนม สารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบล ฯล ทำให้หลายจังหวัดประสบกับภัยน้ำท่วมฉับพลัน สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก พืชผลการเกษตร หรือแม้อาหารบ้านเรือนต่าง ๆ ก็ต้องจมอยู่ใต้น้ำ อันเป็นผลมาจาก “โพดุล” พายุดีเปรสชัน ระดับความเร็วลมระดับ 2 ที่ชัดถลม และเมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น ฝนตกน้อยลง หรือบางพื้นที่ก็หยุดตกไปเลย

พายุฝนฟ้าคะนอง

ยังไม่ทันจะได้พัก ข่าวพายุดีเปรสชั่น ลูกที่ 2 ก็ตามกันเข้ามาอย่างติด ๆ จากประกาศเตือนภัยพายุ ฝน ฟ้าคนองของทางกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนอีกว่า พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีจุดศูนย์กลางอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกของเกาะไหหลำ ประเทศจีน ประมาณ 300 กิโลเมตร หรือที่ ละติจูด 19.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 113.5 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 28 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุระดับ 3 (พายุโซนร้อน) และเคลื่อนตัวเข้าสู่เกาะไหหลำ ในวันพรุ่งนี้(วันที่ 2 ก.ย. 62) ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

ฝนตกอย่างต่อเนื่องในเขตจังหวัดอุบลราชธานี

หลังจากคำประกาศเตือนเพียงไม่ถึง 1 วันคืนของวันที่ 1 ราว ๆ 5 ทุ่มก็เริ่มมีฝนตกอย่างต่อเนื่องและทวีความแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงเช้าของวันที่ 2 ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดตกเลย และจากการแจ้งเตือนน่าจะตกอย่างต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 4 กันยายน หรือหากแย่สุด ๆ อาจจะมีลูกที่ 3-4 ตามมา ขออย่าเป็นอย่างนั้นเลย เพราะหลายพื้นที่น้ำท่วมอย่างหนัก เกษตรกรได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง

รู้จักพายุฝน ระดับความรุนแรงของพายุ

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับระดับของพายุชนิดต่าง ๆ กันก่อน ซึ่งจะวัดกันที่ความเร็วของศูนย์กลางของพายุเป็นหลัก และพายุที่ระดับความรุนแรงสูง ๆ หากเกิดในต่าง ๆ ของโลกมีจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งตรงนี้ขอยกเอาที่เกิดอยู่แถวบ้านเรามหาสมุทรแปชิฟิกดังนี้ตามระดับความเร็วลมสูงสุดไปหาต่ำสุดดังนี้

  1. พายุไต้ฝุ่น (Typhoon) ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางตั้งแต่ 64 นอต หรือ 118 กม./ชม. ขึ้นไป มีความรุนแรงมากที่สุด สามารถทำให้เกิดความเสียหายเช่นเดียวกับพายุโซนร้อนแต่มีความรุนแรงมากกว่า อาจทำให้เสาไฟฟ้าหักโค่น เกิดไฟฟ้าช็อตหรือเพลิงไหม้ได้ ในทะเลมีคลื่นลมแรงจัดมากเป็นอันตรายต่อการเดินเรือ โดยเฉพาะเรือเล็ก และอาจมีคลื่นใหญ่ซัดชายฝั่ง ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นมากจนท่วมอาคารบ้านเรือนริมทะเลได้
  2. พายุโซนร้อน (Tropical storm) ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลาง 34 นอต หรือ 63 กม./ชม. ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 63 นอต หรือ 118 กม./ชม. มีกำลังแรงพอที่จะทำลายบ้านเรือนที่มีโครงสร้างไม่แข็งแรงได้ รวมทั้งทำให้กิ่งไม้หักโค่น และทำให้เกิดน้ำท่วมได้ ฝนที่ตกอย่างหนักทั้งวันทั้งคืนอาจทำให้เกิดน้ำป่าและแผ่นดินถล่มได้
  3. พายุดีเปรสชั่นเขตร้อน (Tropical depression) ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางไม่ถึง 34 นอต หรือ 63 กม./ชม. มีลักษณะลมกรรโชกแรงเป็นครั้งคราว ซึ่งมีกำลังไม่แรงพอที่จะทำลายบ้านเรือนได้ ทำให้เกิดฝนตกในประเทศได้มาก แต่ถ้ามีพายุดีเปรสชั่นมากๆ ก็จะทำให้เกิดน้ำท่วมได้ ซึ่งกำลังเกิดผลกระทบกับบ้านเราอยู่ในขณะนี้ครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *